Profil de chamaFai's spacePhotosBlogListesPlus Outils Aide

Fai's space

Life in USA!....Happy moment

chama paiboon

Lieu
La liste est vide.

Flux

Le propriétaire n'a spécifié aucun flux pour ce module.
03/08/2008

Finally! I did it.

หลังจากที่ตรากตรำร่ำเรียนและก้มหน้าก้มตาทำ Thesis มานานในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
ได้ Master of Science Degree จาก Department of Geography and Enviromental Resources,
Southern Illinois University Carbondale แล้วจ้าาาา.....
 
ที่มีวันนี้ขึ้นมาได้ก็เพราะครอครัว พ่อ แม่ พี่น้อง แล้วก็ญาติ ที่คอยสนับสนุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณแม่ ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ และช่วยเข็ญจนลูกสาวคนนี้จบมาได้
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ทุกท่านที่กรุณาอบรม สั่งสอน และให้ความรู้
และขอบคุณเพื่อนๆ ทั้งที่เมืองไทยและที่อเมริกาทุกคน ที่คอยให้กำลังใจันมาตลอด
 
และแล้ววันนี้ก็มาถึง My Commencement Ceremony (2 August 2008) โว้โฮ่...วู้ฮู่...ฮิ๊วๆๆๆ เย้!
Thank you เพื่อนๆทุกคนใน C'dale (ที่มีอยู่น้อยนิด) ที่มางานฝ้ายนะค้าาาา
 
ต้องขอขอบคุณ:
 
ปอ โป๊ะโกะ: Make up artist, Hair stylist, and Costume
นัตโต้&ธเนศ: Photographers
คุณหนูตุ้ยนุ้ย: Videographer
พี่ยอด: Stuffs carrier
พี่อ้น: ผู้อาวุโส
 
รวมทั้งทุกคนที่มาให้กำลังใจทั้งตอนเช้าและมา Party กันตอนเย็นด้วยนะคะ
ทั้งพี่ป๋อง พี่อนันต์ พี่โอ๋ น้องเอมี่ เดวิด พี่ตั้ม เอเดน อากินะ แล้วก็น้องนก
 
I did it! Open-mouthed
 
17/08/2007

Winter Break 2006

ไม่ได้เขียน Blog มาซะนาน  เขียนทีก็เลยยาวเลย  ครั้งนี้เอาประสบการณ์ที่ไปเที่ยวตอน Winter Break 2006 มาเล่าสู่กันฟัง  มีทั้งหมดสามส่วนด้วยกัน  คือ ตอนไปเที่ยว San Francisco, L.A. แล้วก็ Las Vegas ก็ถ้าว่างๆ ก็เลือกอ่านเล่นๆ กันได้ตามสบายเลยนะ

 

หลังจากเรียนหลังขดหลังแข็งมาหนึ่งเทอมเต็มๆ ก็ได้เวลาออกตะลอนอีกแล้น....

Winter Break ปีนี้ก็เลยขอไปเทียวให้สะใจซะหน่อย

ฝ้ายกับพี่นายตกลงปลงใจกันว่าจะไปเที่ยว San Francisco, L..A. แล้วก็ Las Vegas กัน 

Winter Break 2006 Part I

ไปดูสะพานแดงที่ San Francisco

 

Tuesday, December 19, 2006.

ออกเดินทางกันตั้งแต่ตี 4 วันที่ 19 ธันวา (คืนนั้นนอนตอนตี 2 แต่ว่าก็ตื่นได้ เพราะว่าไปเที่ยว ไม่ได้ไปเรียน อิ...อิ...)

วันแรกขึ้นเครื่องก็โดนเปลี่ยน Flight ซะ ทำให้การเดินทางยาวนานกว่าเดิม แถมตอนเปลี่ยนเครื่องเนี่ยะก็ลุ้นแทบแย่ว่าเกือบจะตกเครื่องซะแล้ว  เพราะว่าเครื่องบินลำแรกที่เราต้องนั่งไปเปลี่ยนเครื่องที่ Dallas นั้นดัน Delay ซะนี่  ก็เล่นเอาเราสองคนวิ่งหอบแฮ่กๆ เพื่อไปนั่งเรือบินอีกลำต่อไปยัง San Fran เลยทีเดียว  กว่าจะไปถึงก็ตั้งเย็นแล้ว แผนการที่จะไปเดินท่องเที่ยวที่วางไว้ทีแรกก็เลยต้องเปลี่ยนไป ส่วนเพื่อนไต้หวัน Bicheng ที่มา join trip ด้วยก็นั่งรอซะรากงอกเลยล่ะ เย็นนั้นก็เลยได้แค่ไปหาของกินใน China Town เพราะว่าหิวกันสุดๆ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินข้าว แต่ก็ยังไม่วายไปเดินเลือกร้านกันซะตั้งนาน (เรื่องกินไม่หวั่น...ต้องฟาดฟันไปหาให้ได้) กินอิ่ม ขากลับก็เลยเดินกลับกันผ่าน Unioin Square ซึ่งเป็น Downtown ของที่นี่อ่ะนะ ช่วงนั้นใกล้ Christmas Day แล้ว แถวนั้นเค้าก็เลยประดับไฟสวยงามมาก มี Christmas Tree ต้นเบ้อเริ่มเลย ก็เลยขอแวะถ่ายรูปกะมันซะหน่อย ขาเดินกลับ Hostel (Hostel เนี่ยะจะเป็นคล้ายหอพัก ส่วนใหญ่คนที่พักก็จะเป็นพวก International tourists หรือไม่ก็พวก backpackers น่ะ เพราะว่าราคาถูก) ที่พักที่ไปพักดีนะ ก็เทียบได้กะโรงแรมน้อยๆ เลยล่ะ ชื่อว่า Hi-Hostel ห้องที่นอนมีเตียง 2 ชั้น สองเตียง ถ้าใครอยู่หอพักคงพอนึกภาพออก แล้วก็มีห้องน้ำส่วนตัวเล็กๆ อยู่หนึ่งห้อง ชั้นล่างถัดไป 1 ชั้นจากชั้นที่นอนอยู่ มีห้องนั่งเล่นไว้ให้ดูทีวี อ่านหนังสือ แล้วก็มีห้องให้เช็คอินเตอร์เน็ต ถัดลงไปอีกชั้นมีห้องกินข้าว แล้วก็ห้องครัวซึ่งมีตู้เย็น ไมโครเวฟ เตา... ไว้ให้สำหรับทำกับข้าวได้ แล้วก็เป็นส่วน Reservation น่ะ แต่เสียว่าเลือก Location ไมดี Neighborhood แย่มากๆ มีพวก Homeless เต็มไปหมด เวลาเดินผ่านเนี่ยะก็จะน่ากลัวมาก ต้องรีบจ้ำอ้าวกันเลยทีเดียว ตอนดึกเข้าที่พักแล้วก็ออกไปเดินไหนไม่ได้ ก็อยู่แต่ในนั้นล่ะ เช้าก็ค่อยออกมาเดินใหม่

เช้าวันต่อมาก็ออกมาแต่เช้า นั่งเรื่อไป Alcatraz Island ที่เป็นคุกเก่าซึ่งเคยใช้ถ่ายหนังเรื่อง The Rock ไง จำกันได้ป่าว เข้าไปดูแล้วก็หดหู่เล็กๆ นะ แต่ก็ดี เพราะว่าเคยอ่านประวัติคร่าวๆ ของที่นี่ ก็เลยอยากมาดูเองให้เห็นกับตาน่ะ ตอนบ่ายไปเดินหาอะไรกินแถว Fisherman’s Wharf กะว่าจะหาร้านอาหารทะเลอร่อยๆ กินซะหน่อย แต่ว่าถ้าไปกินในร้านก็จะราคาแพง ก็เลยไปกินอาหารที่เค้าขายอยู่ข้างทาง  เป็นสลัดกุ้งอะไรก็ม่ายรู้  เย็นๆ ชืดๆ ม่ายหร่อยเลย ที่จริงขอแนะนำให้ไปของกินตรง Pier 39 จะดีกว่า ของกินเยอะแยะ  น่ากินด้วย กินอาหารกลางวันเสร็จก็นั่งรถเมล์ไป Palace of Fine Arts สวย  สวยเลยทีเดียว เป็นสิ่งก็สร้างแบบ European style มั้ง  ถ้าเดาไม่ผิดนะ  ที่นี่น่ะจะได้ไปอยู่อยู่ในฉากหนังที่มาถ่ายที่ San Fran หลายๆ เรื่องเลยทีเดียว  เพราะว่าบรรยากาศโรแมนติกมาก  วันนั้นที่ไปเที่ยวก็ยังไปเจอคู่แต่งงานคู่หนึ่งมาถ่ายรูปแต่งงานกันรอบๆ บริเวณนั้นเลย บ้านที่อยู่แถบนั้นก็สวยดี  เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรียอะไรซักอย่าง คาดเดาเอาว่าน่าจะเป็นย่านคนมีตังค์นะ เพราะว่าบ้านแต่ละหลังดูดียังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก ตกกลางคืนก็กลับมาตายรัง หาข้าวเย็นกินที่ China Town เช่นเคย วันนี้ได้กินอาหารไทยด้วย (ดีใจ...)

วันที่สองใน San Fran ไม่ดีเลย ฝนตกทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ก็ยังดั้นด้น ไม่ยอมแพ้ไปเที่ยวกันให้ได้ ตอนเช้าเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการไปนั่ง Cable Car ก็คล้ายกะรถรางบ้าเราเลย แต่สุดยอดเลยนะ เพราะว่าทางที่นี่มันเป็นเขาใช่ปะ รางที่เค้าสร้างเนี่ยะ เดี๋ยวก็ขึ้นเขาเดี๋ยวก็ลงเขา นั่งแล้วหนุกดี เหมือนเล่นรถไฟเหาะ (ภาค Slow motion) ในสวนสนุกเลย วันนั้นสามคนวางแผนกันไว้อย่างดีว่าจะตอนเช้าจะขอไปถ่ายรูปสวยกะ Golden Gate Bridge ซะหน่อย แหม...ก็มา San Fran ทั้งทีใช่ปะ ก็ต้องถ่ายรูปกะไอ้สะพานสีแดงเนี่ยะ ปรากฏว่าภาพที่ออกมาเงี้ยะ ไม่ได้เรื่อง บรรยากาศขมุกขมัว สะพานก็แทบจะเลือนรางไปเต็มที ส่วนคนเนี่ยะก็เปียกม่อล่อกม่อแลกกัน ไม่ได้สะสวยกะเค้าเลย เหมือนเห็นแต่หน้ากลมๆ คอก็ไม่มี กับตัวกลม เพราะว่าฝนตก อากาศก็หนาวมาก ต้องคลุมหัวคลุมตัวแล้วก็ปิดคอเอาไว้ ตอนบ่ายก็วางแผนว่าจะไปเดิน Golden Gate Park แต่ด้วยความที่ฝนตกหนัก ก็เลยไม่ได้เดินเท่าไหร่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปเดินกันนะ ตอนนั้นสามคนเหมือนคนบ้าน่ะ เดินตากฝน ตอนนี้เปียกซ่กกันทั้งตัว ร้องเท้าบู๊ตที่ฝ้ายซื้อไปใหม่ก็เยินมาก ชุ่มไปด้วยน้ำ โทรมจนไม่รู้ว่าจะโทรมยังไงแล้วล่ะ ช่วงนั้นก็บ่ายกว่าได้แล้ว เลยตัดสินใจออกจาก Park ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ไปได้นั่งกิน Ramen ร้อนๆ ที่ร้านญี่ปุ่น ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย พอท้องอิ่มก็พอมีแรงคิดเรื่องเที่ยวกันต่อว่าตกลงจะเอายังไงดี เพราะตอนแรกที่วางแผนเอาไว้ว่าจะเดิน Park แล้วก็เลยไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Cliff House แต่คงไม่ต้องไปคิดเลย เพราะวันนั้นน่ะแสงแดดซักติ๊ดก็ยังไม่เห็นเลยยยย ก็เลยตัดสินใจกลับไปเดินที่ Embacadero market ที่ที่วางแผนไว้ว่าจะไปเดินกันวันแรกแล้วไม่ได้ไปเพราะเครื่อง Late นั่นแหละ ที่นี่คล้ายๆ พวก Farmer Market แต่ว่าอยู่ในตึกแทน  หลังจากนั้นก็เหนื่อยเมื่อยล้า รอเท่าไหร่ฝนก็ไม่หยุดซักกะที ก็เลยหาทางกลับ Hostel กันดีกว่า คืนนั้นจะต้องเดินทางออกจาก San Fran เพื่อไป Hollywood, Los Angeles ต่อด้วย  ต้องไปนั่งรถ Greyhound (ก็เป็นเหมือน Bus บ้านเราที่ขึ้นจากกรุงเทพฯ ไปพังงา อะไรอย่างนั้นแหละ) คืนนั้นต้องนอนในรถ นั่งรถประมาณ 8 ชั่วโมงได้ เปลี่ยนท่าจนไม่รู้ว่าจะนั่งท่าไหนแล้ว เมื่อยๆ สุด แต่ด้วยความที่งก ต้องการประหยัดค่าที่พักก็เลยต้องยอม (ขากลับมาถึง Carbondale พี่คนไทยที่นี่ยังงงเลยว่าฝ้ายกับพี่นายทำไปได้ยัง  เป็นผู้หญิงสองคนนั่งรถ Greyhound แถมยังนั่งตอนกลางคืนไม่พอ  นี่ถึงขั้นนอนในรถอีก  บ้าไปแล้ว...แต่ว่าไงก็อยู่รอดปลอดภัยมาได้แล้วล่ะนะ)

 

Winter Break 2006 Part II

ไปเหยียบรอยเท้าดารา Hollywood ที่เมืองนางฟ้า...Los Angeles

 

Friday, December 22, 2006.

ตื่นมาอีกทีตอน 7 โมงเช้าก็มาอยู่ที่ L.A. ซะแล้ว ยังงงๆ อยู่เลย แต่ก็ต้องหาทางนั่งรถต่อไปยังที่พักให้ได้ ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากอาบน้ำเต็มที่แล้ว เพราะว่าเมื่อวานทั้งวันทั้งคืนเปียกฝนม่อกแม่ก เปียกจนแห้ง แห้งจนเปียกไปหลายรอบ รู้สึกว่าตัวเองสกปรกสุดๆ เลยล่ะ นั่งรถเมล์มาต่อ Subway ในที่สุดก็มาถึง Hollywood Blvd. ฝ้ายกะพี่นายเดินเอ๋อๆ หาที่พักกันสองคน แต่ก็หาไม่เจอ ก็พอดีเห็นฝรั่งคนนึงเดินผ่านมาก็เลยถามเค้า เค้าถามว่ามีเบอร์ของ Hostel ที่จะไปพักหรือป่าว เราก็บอกว่ามี เค้าก็เลยโทรไปถามให้ว่าอยู่ตรงไหน แล้วก็พาเดินไปจนเกือบถึงเลยแน่ะ ใจดีเนอะ ความจริงแล้วฝ้ายกับพี่นายก็เดินผ่านตรงนี้ไปรอบนึงแล้ว แต่ว่ามองไม่เห็นว่าเป็น Hostel เพราะว่าประตูมันเล็กมากๆ ทำให้มองเลยผ่านไปน่ะ Hostel ที่ไปพักนี้ชื่อ International Hollywood Hostel ไม่ได้ดีเหมือนที่ Hi-Hostel หรอกนะ แต่ก็พออยู่ได้ แล้วอีกอย่างอยู่ตรงนี้ก็สะดวกดีด้วย อยู่ใกล้ที่เที่ยวน่ะ จะนั่งรถต่อไปไหนก็สะดวก แล้วก็ใกล้ Information Center ด้วย ซึ่งฝ้ายกับพี่นายไปใช้บริการทุกวัน จนเค้าคงคิดว่ากะเหรี่ยงสองคนนี้มาทำไมได้ทุกวันเลยยยย  พอได้กุญแจเข้าห้องก็ไปเจอว่ามีคนอยู่ในห้องก่อนอยู่แล้ว 2 คน เป็นคนเกาหลี แต่ว่าเค้ากำลังจะออกตอนเช้าวันนี้แหละ ก็เลยคิดว่าขออย่าให้มีคนเข้าอยู่ใหม่เลย จะได้อยู่กันแค่สองคน ห้องพักที่นี่ก็เหมือนกับที่แรกที่มีเตียงสองชั้นสองเตียง ห้องที่นี่กว้างกว่าที่ Hostel แรกอีกนะ แต่ว่าเสียอย่างไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ต้องออกไปใช้ห้องน้ำรวม ฝ้ายไม่ค่อยชอบห้องน้ำเท่าไหร่เพราะว่าส่วนที่ให้อาบน้ำมันเป็นแค่ม่านกั้นเฉยๆ ไม่มีประตู ลมพัดทีเงี้ยะ ....หวิว พวกสิ่งอำนวยความสะดวกก็สู้ที่แรกไม่ได้เลย แต่ก็อยู่ไป ไม่คิดมาก เอาไว้นอนเฉยๆ แค่สองคืนเอง เอาถูกเข้าว่า หลังจากอาบน้ำแต่งตัว หอมแล้ว ก็ออกเที่ยวกันเลย....

เริ่มต้นด้วยการเดินไปถาม Information ก่อนว่าควรไปไหนดี มีข้อควรระวัง อยู่ที่นี่ถึงแม้ว่าคุณจะตื่นเช้าแค่ไหน แต่ว่าเมืองนี้จะตื่นตอน 10 โมง เค้าจะเริ่มทำงานกันตอน 10 โมงน่ะ ตื่นเช้ากว่านั้นก็ยังไม่เจออะไร วันนี้ฝ้ายกับพี่นายออกเที่ยวไกลเลยล่ะ อย่างที่เค้าว่ากัน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ก็เลยไปหาอะไรกินที่ Farmer Market ก่อน คุณป้าที่ Information center ว่ามีอะไรให้กินเยอะ แต่ก็จริงน่ะแหละ ที่นั่นมีของกินให้เลือกสรรมากมาย ฝรั่ง อิตาเลียน เม็กซิกัน เกาหลี... วันนั้นมีคนเค้ามาร้องเพลงขอรับบริจาค ที่ใส่ชุดสีแดงๆน่ะ ทำให้รู้สึกว่าได้บรรยากาศวันคริสต์มาสมากๆ เลย นั่งกินข้าวไปก็ฟังเค้าร้องเพลงประสานเสียงไป กินอิ่มซักพักก็ไปเดินเล่นแถวๆ นั้น แล้วนั่งรถบัสไปต่อที Rodeo drive, Bevery Hills เป็นย่านที่คนมีสตางค์เค้าเดิน Shopping กัน เพราะว่ามีแต่ของมียี่ห้ออ่ะ หรูๆ แพงๆ ทั้งนั้น ฝ้ายกะพี่นายก็เลยได้แค่ Window shopping อีกตามเดิม เดินๆ ให้น้ำลายไหลไปซักพักก็นั่งรถบัสต่อไปที่ Santa Monica ที่นี่จะเป็น Pier คล้ายๆ กับที่ Navy Pier ที่ Chicago เลย อารมณ์ประมาณอยากไปทะเล แต่ว่าตอนนั้นน่ะเป็นช่วงเดือนธันวา อากาศหนาวมากอย่างไม่ต้องพูดถึง ถ้าคิดว่าจะได้ลงน้ำล่ะก็ ฝันไปเลย ก็แค่ไปเดินๆ ชมพระอาทิตย์ตกแค่นั้นแหละ ดึกๆ ก็กลับบ้านพักผ่อนเตรียมตัวไปเที่ยว Universal Studio ต่อพรุ่งนี้เช้า

ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ก็ลงไปรับประทานอาหารเช้าที่ทาง Hostel เตรียมให้ ฮ่า...ฮ่า...ฟังดูดีเนอะ จริงๆ มันก็ไม่ได้แล้วร้ายอะไรนักหรอก อาหารเช้าที่นี่เค้าให้ก็คือขนมปังสองแผ่นกับกาแฟหนึ่งแก้ว เค้าจะตั้งถุงขนมปังแผ่นไว้ชั้นล่างที่มีไมโครเวฟกับกระติกน้ำร้อนพร้อมทั้งแยมสตอเบอร์รี่และมาการีนไว้ให้ เค้าจะเขียนไว้ว่าให้คนละสองแผ่นเท่านั้นแต่ว่าบางคนก็หยิบมากกว่านั้นน่ะ  กาแฟกับแก้วน้ำเอาได้จากห้องครัวชั้นสองชั้นเดียวกับห้องพัก Hostel ชั้นสองกับชั้นสามจะทำเป็นห้องพักและส่วนใช้งานต่างๆ ของ Hostel ชั้นหนึ่งไว้ให้ร้านขายของต่างๆ เช่า ยกเว้นห้องริมสุดของตึกสองฝั่งที่จะเก็บไว้เป็นประตูทางเข้าขึ้นไป Office ชั้นสอง กับอีกฝั่งที่เป็นห้องใต้บันไดสำหรับวางไมโครเวฟอย่างที่บอก  หลังจากกินอิ่มแล้วสิ่งแรกที่ทำก็คือไปที่ information center เพื่อถามเส้นทางการไป Universal Studio  วันนี้คนที่นั่งเปลี่ยนไป เป็นผู้หญิงสาวขึ้นมานิดนึง  แหม่มสาวนิดๆ คนนี้แนะนำตั๋วเข้า Universal พร้อมกับเส้นทางการเดินทางให้  ฝ้ายกับพี่นายขึ้น Subway จาก Hollywood Blvd. แถวๆนั้นไปยังสถานีที่เรียกว่า Universal City (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แล้วหลังจากนั้นก็เดินต่อไปยังป้ายรถที่รถของทาง Universal City ที่จะมารับฝ้ายกับพี่นาย ^^ รวมทั้งเป็นร่วมทางอีกหลายๆ คนเข้าไปยัง Universal City  พอเข้าไปถึงก็จัดแจงถ่ายรูปอยู่ทางด้านหน้าประตูทางเข้าอยู่ซักพักแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน  เราสองคนตัดสินไปนั่งรถทัวร์ Universal Studio ก่อน  เพราะว่าการนั่งรถครั้งนี้ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง  แต่เอาเข้าจริงแล้วมันมากกว่าชั่วโมงซะอีก  เพราะว่าเจ้าแถวที่ยาวยืดแถมยังคดไปเคี้ยวมาจนทำให้เวลายืนรอนั้นยาวนานพอๆ กับเวลานั่งรถเลยล่ะ  หลังจากยืนรอมาจดเมื่อยในที่สุดก็ถึงคราวเราได้นั่งรถกะเค้าซะที  รถที่ใช้ทัวร์ Studio เป็นรถราง  หนึ่งคันนั่งได้ประมาณ 40 คนมั้ง  แล้วก็รถรางชุดนึงมันจะมีประมาณ 4 คัน  แต่ละชุดก็จะมีคนขับซึ่งเป็นทั้งขับรถแล้วก็บรรยายไปด้วยในเวลาเดียวกัน  รถแต่ละคันจะมีทีวีอันเล็กๆ ให้เห็นหน้าคุณพี่คนขับด้วย  สมกับที่ตั้งหน้าตั้งตายืนรอนะ  มันเป็น Studio ที่เค้าใช้ถ่ายหนังจริงๆ อย่างกับเมืองหนึ่งเมืองเลย  มีทั้งตึกทั้งบ้าน  ของฉากต่างๆ ในหนัง เช่น Back to the future, Cars, King Kong แล้วก็ Jurassic Park  หลังจากนั่งรถทัวร์ Studio เสร็จ  ก็ไปเล่นเครื่องเล่นต่างๆ  ก็จะอารมณ์คล้ายๆ สวนสนุกนั่นแหละที่มีของเล่นและโชว์ต่างๆ  แต่ว่าที่นี่เค้าจัดของเล่นแต่ละอันเป็นหนังต่างๆ ทุกอันนั้นก็จะต้องผ่านด่านแถวอันยาวเยื้อนและคดเคี้ยวเหมือนกันหมดเลย  ฝ้ายกับพี่นายใช้เวลาอยู่ใน Universal อยู่เป็นวัน  ทั้งเล่น ทั้งถ่ายรูป เดินซื้อของ แล้วก็กิน  ไอ้อันสุดท้ายเนี่ยะแหละตัวดี  ทำให้พลาดรถเที่ยวสุดท้ายที่พาออกมาจาก Universal City มาตรงป้ายรถ  เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากเดินเล่นกันจนเหนื่อย (ตอนนั้นประมาณสองทุ่มได้)  ก็เลยมาหาข้าวเย็นกินกันก่อนที่จะกลับ Hostel ช่วงนั้นอากาศก็เย็นๆ สบายๆ นั่งกินข้าวไปดูดนตรีไป  ได้ที่นั่งตรง Ring Side ด้วยนะ  ดูโชว์ได้ชัดเจนเลยทีเดียว  แถมกินข้าวเสร็จสองสาวยังอุตส่าห์เอ้อระเหยไปซื้อไอติมกินกันต่อ  พอเดินออกมาจะขึ้นรถปรากฏว่าไม่มีรถให้นั่งออกไปแล้ว  ก็เลยต้องลากแข้งทั้งสองเดินไปกันเอง  ดีนะที่ทางออกเป็นทางลงเขาเลยเดินกันได้สบายหน่อย  นั่ง Subway กลับมาที่ Hostel อาบน้ำนอนหลับพักผ่อน  พร้อมที่จะเดินลุยเมืองนางฟ้าต่อในวันพรุ่งนี้

ตื่นเช้าขึ้นอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน  รับประทานอาหารเช้า(ขนมปังปิ้งสองแผ่นกะกาแฟ) ที่ทาง Hostel จัดให้เหมือนเมื่อวันก่อน  หลังจากนั้นก็เช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ Hostel ก่อน  เพราะเนื่องจากว่ารถที่จะนั่งไปยัง Las Vegas จุดหมายต่อไปนั้นออกตอนประมาณบ่ายสองกว่าๆ  เลยคิดว่าช่วงเช้านี้จะไปเดินเล่นกันก่อนซักพัก  เราสองคนเลยตัดสินใจไป Downtown ของที่นี่  จริงๆแล้วที่ตรง Downtown นั้นไม่ค่อยมีอะไรมาก  ที่จะมีก็ Disney Concert Hall ที่เป็นอาคารสะท้อนแสงรูปทรงแปลกประหลาดเนี่ยะแหละที่ทำให้บริเวณนี้ดูมีจุดเด่นขึ้นมา  เดินไปเที่ยวเล่นกันต่อที่ Overla Street เป็นถนนสายเล็กๆ ที่มีบ้านเรือนน่ารักๆ พร้อมทั้งของขายสไตล์ Maxican ไว้ให้เดินชมหรือจับจ่ายใช้สอยได้ตามใจชอบ  แต่สำหรับคนทุนน้อยอย่างเราแค่ได้เดินชมสีสันสดสวยของถนนเส้นนี้กับถ่ายรูปก็พอใจแล้ว  หลังจากชื่นชมความน่ารักจนพอใจก็กลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้เพื่อจะเดินทางไปเสี่ยงโชคต่อไป  แต่ก่อนไปขึ้นรถก็กะว่าจะไปหาอะไรรองท้องก่อนซะหน่อย  เลยตัดสินใจว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันที่ China town แต่ด้วยเวลาอันกระชั้นชิดทำให้ต้องกินร้านอะไรก็ได้ เราไปกินกันที่ร้านอาหารเวียดนามร้านหนึ่งซึ่งไม่ค่อยจะอร่อยอย่างที่หวังไว้แถมยังต้องกินอย่างรวดเร็วอย่างกับไม่ได้เคี้ยวเลย  และไอ้เพราะเรื่องกินอีกตามเคยทำให้เกือบจะไปขึ้นรถไม่ทันแน่ะ  ดีว่ามีรถไฟฟ้านั่งจาก China town ไป Union station ที่ที่จะต้องไปขึ้นรถเลย  ไม่งั้นถ้าต้องนั่งรถไปคงไม่ทันแน่  ไปถึง Union station ก็วิ่งกันตาเหลือกเพราะกลัวจะตกรถ  โชคดีที่รถเค้ามาสายก็เลยได้มีเวลาหายใจหายคอให้หายเหนื่อยและหายจุก  ยืนชะเง้อชะแง้มองไปรอบ พบว่า Union station ที่นี่ก็สวยใช้ได้เลยทีเดียว  ถ้ามีเวลาซะหน่อยคงจะได้เดินเล่นถ่ายรูปสวยๆ มาเก็บไว้แล้ว  เค้าบอกว่า Union station นี้สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 และเคยเป็นจุดศูนย์กลางการขนส่งเดินหลักของ Southern California ทั้งหมดก่อนที่สนามบิน LAX จะสร้างขึ้น  นั่งรอไม่นานรถที่จะพาเราไปยังเมืองการพนันก็มาถึง  เอาล่ะ อดใจรออีกนิดเดียวก็จะได้ไปเริงรื่นกับจุดหมายสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้แล้ว...Las Vegas     

Winter Break 2006 Part III

ตระการตาในเมืองแห่งการพนัน...Las Vegas

 

Sunday, December 24, 2006.

ในที่สุด ในสุดก็มาถึงซะที  Las Vegas  ตอนมาถึงนี่ก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าๆ ได้แล้วมั้ง  มืดค่ำขนาดนี้  อากาศก็หนาว  มองไปแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะเดินไปทางไหนดีเราถึงจะไปถึงโรงแรมที่จองไว้ได้  ก็เลยตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่กันดีกว่า  ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกเลยทีเดียวเพราะว่าขืนเดินไปล่ะก็รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าคงยังไม่ได้นอนเป็นแน่  โรงแรมที่จองไว้นั้นชื่อ The Orleans อยู่ไกลออกด้านรอบนอกๆ ของถนนเส้นที่คนเค้าเที่ยวกันพอสมควรอยู่ทีเดียว  มิน่าล่ะ  ราคานั้นถึงได้ย่อมเยา  แต่ทว่าห้องหับนั้นหรูหราใช้ได้เลยทีเดียว  ในห้องนั้นมีสองส่วน  ส่วนที่เป็นห้องนอนกับห้องน้ำ และอีกส่วนเป็นส่วนที่เป็น Living room กับครัว  ( มีคนบอกว่าที่ Las Vegas เนี่ยะ  โรงแรมจะราคาไม่แพงมากเพราะเค้าต้องการดึงดูดในนักท่องเที่ยวให้มาพักที่โรงแรม  เพื่อที่จะได้มีนักท่องเที่ยวนำเงินมาลงกับการเล่นพนันที่โรงแรมเยอะๆ)  หลังจากเข้าห้องก็จัดแจงเข้าห้องอาบน้ำอาบท่า  ฝ้ายกะพี่นายอาบน้ำกันอย่างคนที่ไม่เคยได้อาบน้ำมาก่อน  อาบกันนานคนละเป็นชั่วโมงๆ  อันเนื่องมาจากความอัดอั้นจากการที่ไม่ค่อยได้อาบน้ำอย่างเต็มที่เวลาอยู่ที่ Hostel ซักเท่าไหร่  หลังจากอาบน้ำเสร็จคืนนี้จึงขอนอนบนเตียงนุ่มๆ ให้สบายใจเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกตะลุยเดินท่องเมืองแห่งการพนันกันต่อ

เช้าวันต่อมาหลังจากจัดแจงอาบน้ำอาบท่า  แต่งตัว  ปะแป้งทาหน้าให้สะสวย  เราสองคนก็ไปขึ้นรถของทางโรงแรมที่จะพาแขกของโรงแรมไปยัง Las Vegas Boulevard เส้น Main Strip ที่เป็นแหล่งรวบโรงแรมหรูที่ถูกออกแบบไว้อย่างโอ่อ่าและสวยงาม  มาเดินเที่ยวชมโรงแรมต่างๆ บนถนนเส้นนี้  จะทำให้รู้สึกราวกับว่าได้ไปเที่ยวทั่วโลกซะอย่างงั้น  ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน อียิปต์ ก็ไปมาหมดแล้ววว Wink  โรงแรมทุกโรงแรมนั้นจะมีบ่อนการพนันที่เต็มไปด้วยนักแสวงโชคจากทั่วทุกมุมโลก  ถนนทั้งเส้นนั้นก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว  เรียกได้ว่ามองไปทางไหนคนที่เดินไปเดินมาเบียดเสียดกันเนี่ยะ ดูยังไงก็ไม่มีใครเป็นคนในพื้นที่ซักคนเลยล่ะ  วันนี้ทั้งวันฝ้ายกับพี่นายพากันเดินถ่ายรูปกับโรงแรมต่างๆ แล้วก็เข้าไปเยี่ยมชมบ่อนข้างในอันหรูหรากันตั้งแต่ 9 โมงในตอนเช้า จนกระทั่ง 9 โมงตอนกลางคืนเลยล่ะ  วันนั้นเดินกันขาลากมากๆ กลับมาโรงแรมแล้วยังไม่อยากจะเชื่อว่าเดินไปกันได้ยังไง  อันที่จริงแล้ววันนี้เป็นวัน Chistmas  ซึ่งตอนแรกนั้นก็กะว่าจะมาฉลอง Chistmas กันที่นี่ซะหน่อย  คิดว่าเค้าคงจะจัดงานกันใหญ่น่าดู  แต่ปรากฏว่าไม่เลย  ที่นี่น่ะ  เค้าคงไม่ได้ประดับไฟอะไรเลย  อาจเป็นเพราะไฟจากโรงแรมน่ะทำให้ที่นี่ดูสว่างไสวตลอดเวลาอยู่ล่ะมั้ง  แล้วอีกอย่างก็มีอย่างอื่นน่าดึงดูดให้ทำมากกว่าฉลองเทศกาลน่ะ  ไม่บอกคงรู้นะว่าทำอะไร  แต่ก็เอาน่ายังไงซะก็ได้ดูไฟสวยๆ แล้วก็ที่ประทับใจมากก็คือ  ได้ดูน้ำพุเต้นระบำหน้า Belagio Hotel เป็นของขวัญวันคริสต์มาส  ชอบมากๆ เลยนะ  น้ำพุเต้นระบำเนี่ยะ  ไปดูทั้งกลางวันและกลางคืนเลย  ชอบมั่กมาก  ดูแล้วเพลินดี  แถมเพลงที่เปิดก็น่ารักด้วย  เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไป Vegas ล่ะก็  อย่าพลาดที่จะไปดูน้ำพุเต้นระบำอันนี้นะ  ตอนกลางวันจะเต้นทุกๆ ครึ่งชั่วโมง  ส่วนตอนกลางคืนนั้นก็เต้นทุกๆ 15 นาทีจ้ะ  นั่งรถของโรงแรมจาก Strip กลับมายังที่พัก  ไม่น่าเชื่อเลยว่าคืนนี้ก็ยังไม่ได้เสียตังค์อีกแล้ว 

เช้าวันรุ่งขึ้นก็ตัดสินใจนั่งรถเมล์ไปเยี่ยม Downtown ของที่นี่  Fremont Street  เป็นถนนเส้นที่จะมีหลังคาครอบตลอดทั้งเส้นถนน  โดยบนหลังคานี้จะมีไฟถึงสองล้านหลอดพร้อมทั้งระบบแสงสีเสียงที่อลังการ  ไว้สำหรับแสดงภาพเคลื่อนไหวบนหลังคานี้ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมยามค่ำคืน  ฝ้ายเคยเห็นในทีวีแล้วก็คิดว่ามันคงจะสวยมากๆ แน่ถ้าได้เห็นของจริง  แต่ว่าตอนที่มานี่สิเป็นตอนกลางวันเลยไม่ได้ดูเลย  เสียดายมากๆ แต่ว่าไม่รู้จะทำยังไงน่ะเพราะว่าเวลามีจำกัด  ตอนกลางคืนต้องกลับมาเก็บส่วนของถนนเส้นเดิมที่ยังไม่ได้เดินต่อ  แล้วก็ต้องกลับมาขึ้นรถกลับโรงแรมให้ทันด้วย  คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วก็เลยขอทิ้งท้ายซะหน่อย  ลงไปโยก Slot machine เล่นขำขำ  ตอนแรกไปเล่นจิ้มไปจิ้มมาก็งงๆ นะ  ไม่รู้ว่ามันยังไงกันแน่  ก็เลยกดมั่วๆ  แล้วเลิกเล่น  ปรากฏว่าเลิกเล่นปั๊บ  เครื่องมันก็ถามให้กดอะไรมั่งก็ไม่รู้ก็กดๆๆๆ กดไปกดมา  ได้เงินมา 50 เหรียญเฉยเลย  ฮ่า..ฮ่า..  แต่ด้วยความโลภ  มันหยุดไม่ได้ไปนั่งเล่นต่ออีกเลยเสียไปเลย 25 เหรียญ  ก็เลยหยุดเลย  แล้วเงินอีกครึ่งนึงที่ได้มา  ก็เลยได้มาเป็นค่าทัวร์ไปเที่ยว Hoover Dam ในวันต่อไป

Wednesday, December 27, 2006.

ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง  Winter Break Trip นี้แล้ว  แต่ฝ้ายกับพี่นายก็ยังไม่ยอมปล่อยช่วงเวลาในตอนเช้านั้นเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์  เราสองคนตัดสินใจซื้อทัวร์ในราคา 25 เหรียญ  เพื่อไปเยี่ยมชม Hoover Dam Hoover ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น National Historic Landmark ของอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 เชียวนะ รถที่จะพาไปเขื่อนมารับตั้งแต่ 7 โมงเช้า  เป็นรถบัสคันใหญ่นั่งได้ประมาณ 40 คนเห็นจะได้  สภาพยังใหม่เอี่ยม  สะอาดสะอ้าน  แอร์เย็นเฉียบ บนรถยังไม่มีใครเลย  ฝ้ายกับพี่นายเป็นสองคนแรกของคณะทัวร์นี้  หลังจากนั้นคุณคนขับอเมริกันสาว (หรือป่าว) เสียงใหญ่ก็ขับรถไปรับเพื่อนร่วมทางของเราอีก 12 คนมั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะ  ตลอดระยะเวลาที่ล้อวิ่งออกจากในตัวเมืองไปยัง Hoover Dam คุณคนขับก็ทำหน้าที่เป็นไกด์อย่างดี  เธอพูดได้ตลอดทาง (ขนาดบอกว่าเจ็บคอนะเนี่ยะ)  บรรยายบรรยากาศสองข้างทาง  รวมทั้งคุยเรื่องโน่นนี่เกี่ยวกับเมืองนี้ให้ฟัง  ราวๆ 1 ชั่วโมงถัดมาก็มาถึงเขื่อนจนได้  นักท่องเที่ยวจากหลายกรุ๊ปทัวร์หลั่งไหลกันลงมาจากรถบัสคันใหญ่  เดินเบียดเสียดกันเต็มสันเขื่อน  มองไปข้างแล้วเสียวใช้ได้เลย  เขื่อนนี้สูงมากๆ  เราว่าสูงมากกว่าเขื่อนศรีนครินทร์หรือเขื่อนป่าสักของบ้านเราซะอีก  หลังจากชมเขื่อนแล้วระหว่างทางกลับมีรายการทัวร์แวะ Chocolate Factory ให้ได้เข้าไปดูบรรยากาศการทำช็อกโกแลตกันสดๆ  แต่ที่สำคัญคือได้ชิมนี่สิถูกใจ  แล้วท้ายที่สุดโรงงานช็อกโกแลตแห่งนี้ก็ได้เงินจากรถบัสคันนี้ไปหลายเลยแหละ  รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย อิ..อิ..  ขากลับโรงแรมนี้เรามีเพื่อนร่วมทางเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากที่เขื่อนนั้นมีรถบัสคันหนึ่งเสีย  จึงได้ถ่ายโอนกรุ๊ปทัวร์จากคันนั้นมาที่รถบัสคันที่เรานั่งอยู่  ก็เลยทำให้มากคนแล้วก็มากความ  รอกันไปรอกันมา  ทำให้ขากลับนั้นรถบัสกลับมาช้ากว่าเวลาที่บอกไว้  ทำเอาฝ้ายกับพี่นายเกือบจะมาไม่ทันรถที่จะมารับไปส่งสนามบินซะแล้ว  พอมาถึงหน้าโรงแรมก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้แล้วมานั่งรอ   ก้นยังไม่ทันอุ่นรถก็รับพอดี  นี่ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดมีหวังอาจตกเครื่องบินได้  มาถึงสนามบินก็ยังไม่วายเห็น Slot Machine ตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ ผู้คนที่มารอเครื่องบินก็ยังสามารถมาลุ้นเสี่ยงโชคกันแก้เซ็งไปได้  สมแล้วที่เป็นเมืองการพนันจริงๆ   

สรุปแล้วทริปนี้เป็นอะไรที่ได้ลุ้นตลอดเวลาตั้งแต่วันมาจนกระทั่งวันกลับสิน่า  แต่ยังไงก็เดินทางกลับถึง Carbondale โดยสวัสดิภาพกันทั้งคู่  เป็นอีกหนึ่งทริปแห่งความประทับใจที่เรียกได้ว่าครบทุกรส  การเที่ยวแบบ Backpack เนี่ยะ  ทั้งสนุกแล้วก็มันส์  แถมยังมีเรื่องราวต่างๆ ให้น่าจดจำมากกว่าการเที่ยวแบบสบายๆ เยอะแยะเลยนะจะบอกให้  ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ลองดูสิ  แล้วจะรู้ 

 
30/09/2006

I am a graduate student.

ตั้งแต่ได้เข้าเรียนมานี่ก็ไม่ได้ update ข่าวคราวชีวิตความเป็นไปเลย
 
ตอนนนี้ฝ้ายได้เข้าเรียนโทที่ Geography department แล้วนะจ๊ะ
นี่ก็ผ่านมาได้เดือนกว่าๆ แล้วนะ ที่ได้เป้นเด็ก Grad ของ SIUC จริงๆ กะเค้าซะที
นั่งเรียนมาเดือนนึง ก็พอเข้าใจบ้าง ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
ตอนนี้รู้สึกตัวเองเหมือนคนตั้งใจเรียนสุดสุด
นั่งในห้องเรียนเงี้ยะ ตั้งใจฟังมากมาก (เพราะไม่อย่างนั้นจะฟังไม่ออก)
แล้วนั่งในห้องเงี้ยะ ไม่มีคุยกะเพื่อนเลย (เพราะว่าคุยกะมันไม่รู้เรื่อง) นั่งเงียบเป็นเป่าสาก!!~
ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนตอนอยู่เกษตรนะ ต่างกันลิบลับ
 
อยากบอกว่า...ตอนเนี่ยะไปเข้าเรียนเองทันแล้วนะ...ไม่ต้องมี จ๋า ตา หรือว่า จุ๊บจิ๊บ มาคอยตะโกนเรียกเหมือนแต่ก่อน
ไม่หลับในห้องเรียนแล้วด้วย...การบ้านก็ทำส่งเอง ทันเวลาทุกครั้งเลยนาาา~   ...555... เก่งมั้ยล่ะ
ก็เหลือแต่เรื่องอ่านหนังสือเนี่ยะแหละ ที่ยังทำใจขยันไม่ได้ซักกะที
 
เฮ้อ! นี่ก็ใกล้จะสอบ Mid Term เข้ามาทุกทีแล้ว หนังสือที่จะอ่านก็เยอะมากๆ เลย
แต่ละเล่มเนี่ยะนะหนาสุดๆ ตอนนี้ก็เอามาหนุนหัววันละเล่มสองเล่ม  ก็เผื่อว่าตัวหนังสือจะไหลเข้ามาในหัวสมองบ้าง
Thesis ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำเรื่องอะไรดี
 
ก็หวังว่าคงจะเรียนจบทันภายในสองปีนี้นะ
จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัว แล้วก็เพื่อนๆ ที่เมืองไทยซะที
 
อีกไม่นานเราก็จะได้ใส่ชุดนี้กะเค้าแล้ว~ รึป่าว!!!
 
10/06/2006

Superman Cerebration

Friday, June 9, 2006.
 
ความจริงแล้วเมื่อวานนี้เพิ่งสอบ Midterm เสร็จไป  แต่ว่า Diana (อาจารย์ที่สอน core class) ตรวจข้อสอบได้ทันใจมาก วันนี้ก็เลยรู้คะแนนแล้ว  ก็ดีนะ ใช้ได้เลย  ดีกว่าที่หวังเอาไว้
 
วันนี้ก็เลยไปเที่ยวฉลองสอบเสร็จซะเลย  พอดีที่ Metropolis (เมืองใกล้ๆ เมืองที่ซุปเปอร์แมนอยู่) เค้าจัดงาน Superman Cerebration พี่ปอยกะพี่นาย (เจ้าเก่า) ก็เลยชวนไปเที่ยวงานซะเลย
 
ในงานก็ไม่ค่อยมีอะไรหรอก  ขายของกิน มีไอติม Home Made (ใช้เครื่องปั่นไอติมเหมือนของน้ามลเลย  ก็เลยทำให้นึกถึงตอนปั่นไอติมขายกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ชมรมเห็ด) มีเครื่องเล่น  ขายของเกี่ยวกับซุปเปอร์แมน มีพิพิธภัณฑ์ (แต่ต้องเสียตังค์เลยไม่ได้เข้า) แล้วก็มีดนตรี country เล่น ตั้งเป็นซุ้มเล็กๆน่ารักดี
 
ก็เลยเอารูปที่ไปทักทายพี่ซุปมาให้ดูกันเล่นๆ

Deer

Thursday, June 8, 2006.
 
SIUC มีชื่อเสียงมากในเรื่องของกวาง  เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วกวางวิ่งไปชนคน 8 คน แล้วมั้ง  สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากว่า คนแรกที่โดนชนน่ะ ไปจับลูกกวางเข้า  แม่มันเลยคิดว่าจะทำร้ายลูกมัน หลังจากนั้นพอใครเข้าใกล้ลูกมัน  มันก็จะวิ่งเข้าชนตลอดเลย more detail
 
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าที่ SIUC จะมีป่าปลูกไว้ชื่อว่า "Thomson Wood" ซึ่งจะอยู่หลัง Faner Hall ตึกที่ฝ้ายเรียนอยู่  ในมหาวิทยาลัยก็เลยจะมีกวางอาศัยอยู่หลายครอบครัว  เป็นเรื่องปกติ
 
แต่เมื่อไม่นานมานี้ (อันที่จริงก็คือเมื่อวานนี้นั่นเอง) แม่กวางได้ถูกยิงตายไปแล้วอ่ะ เนื่องจากว่ามีคนวิ่งอยู่ (ใกล้กับบริเวณที่เข้าเตือนไว้แล้วนะ ว่าให้ระวังกวาง) โดนแม่กวางวิ่งไล่  พอดีตำรวจเห็น ก็เลยบอกให้ตานั่นหลบไป  แม่กวางก็วิ่งมาทางตำรวจแทน  คุณตำรวจแกตกใจก็เลยชักปืนออกมายิงไปนัดนึง แล้วแม่กวางก็วิ่งหนี  เช้าวันต่อมา (ก็คือเช้าวันนี้นั่นเอง) ก็มาหาตัวแม่กวางกันเพื่อจะพาไปรักษา  แต่ปรากฏว่าแม่กวางตายไปแล้ว  ก็เลยเอาศพออกไป  ส่วนลูกกวางก็วิ่งหนีเตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้  หาไม่เจอ 
 
น่าจ๋งจ๋าน ToT ตอนนี้ลูกกวางก้เลยต้องอยู่ตัวเดียวเลย  ไม่รู้ว่าจะอยู่รอดรึป่าว 
 
แต่ปรากฏว่า.......ตอนเย็นพี่ปอยจะเอากล้องมาถ่ายป้ายระวังกวางตรงหลังตึก Faner Hall  ก็เจอลูกกวางกำลังออกมาเดินหากินลูกเบอร์รี่อยู่  ตัวผอมเชียว ก็เลยแอบถ่ายรูปไว้  ตอนถ่ายไปก็เสียวไป  เพราะไม่รู้ว่ากวางที่ถูกยิงจะใช่ตัวเดียวกันกับแม่กวางหรือป่าว แต่ยังไงก็มีชีวิตรอดมาได้แล้ว
 
ก็เลยเอารูปลูกกวางน่ารัก น่ารัก มาให้ดูกัน
 
เป็นไงบ้าง SIUC เจ๋งป่าว? มีกวางอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วย
09/06/2006

Feeding Duck at Campus Lake

Sunday, June 4,2006.
 
 
ไปให้อาหารเป็ดกับพี่นาย พี่เจตน์ แอนนา (roommate พี่นาย เป็นคนไต้หวัน) แล้วก็พี่ตุ๊ก (คนไทยที่มาใหม่ มาจาก ม.กรุงเทพ, มาเรียนต่อ PhD.) ที่ Campus Lake สถานที่พักผ่อนหย่อนสำหรับเด็ก SIUC (สวยป่าว?) มาเดินคลายเครียดเพราะ..........กินเยอะ hahaha!
 
 เพราะขนมปังมันหมดอายุแล้วหรอกนะ  เจ้าเป็ด แกถึงได้กินน่ะ  อิ...อิ...
 
 
 
04/06/2006

Herrin Festa Italiana

วันที่ 29 พฤษภาคม 2549
 
ไปเที่ยวงาน Herrin Festa Italiana ก็คืองานวัดบ้านเรานั่นเอง ที่เมือง Herrin เป็นเมืองติดกับ Carbondale ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) ในงานมีร้านขายของกิน  แล้วก็เครื่องเล่นเต็มเลย  มีเกมโยนห่วงด้วย (เหมือนที่เมืองไทยเลย) แต่รางวัลเค้าเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่กว่า เกียงบอกว่าเพราะมันเสียเงินแพงกว่าบ้านเราตั้งเยอะเลยได้ตัวใหญ่กว่า  ในงานก็มีแสดงคอนเสิร์ตเพลง Pop รุ่นปี 80s 90s แต่ไม่ได้เข้าไปดู  แอบดูอยู่ข้างนอก 
 
เพราะคิดว่า "ออกมาเดินดูของกินดีกว่า"   อิ...อิ...*(^.^)*